"ในวันที่ทุกสิ่งดูผิดพลาดไปหมด
ขอเพียงเหลือใจที่ถูกต้องไว้ดวงเดียว
ใจดวงนั้น
จะพาทุกอย่างกลับเข้าที่เข้าทางไปเอง"
 
ดั ง ต ฤ ณ
 
 
 
มีอยู่จริงครับ ช่วงที่ชีวิตเหมือนหล่นร่วงดำดิ่งลงสู่ที่ต่ำ
ทุกอย่างฉุดกระชากลากถูกันลงเหว ไม่มีแรงลากขึ้นสูงเลย
อย่างเช่น การตัดสินใจที่เคยถูกมาตลอด ก็กลายเป็นผิดพลาดไปทั้งหมด
หรือหนักกว่านั้น คือบุคคลรอบตัว แทนที่จะยื่นมือมาช่วยก็เหมือนกระหน่ำซ้ำเติม
จนคุณรู้สึกเหมือนเละไม่มีชิ้นดี โดยพวกเขาอาจจงใจ หรือบางคนก็รู้เท่าไม่ถึงการณ์  
 
แต่สรุปคือทั้งคนทั้งเหตุการณ์คล้ายรวมหัวเล่นงานคุณแบบไม่ยอมให้พักหายใจ
ในห้วงเวลาแห่งความงงงัน เหมือนโลกทั้งใบผิดหมด
และไม่เหลือทางเดินที่ถูกไว้ให้เดินเลย คุณจะไปหาความถูกต้องมาจากไหนได้?
 
เมื่อตกไปอยู่ในห้องมืดโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว โอกาสเดียวที่คุณจะได้แสงสว่างมา
คือ คุณต้องพกไฟฉายติดตัวไว้ก่อน ไม่ใช่ไปงมหาเอาจากห้องมืดที่ทุกอย่างวางผิดที่ผิดทางไปหมด
แสงสว่างที่ว่านี้ ก็คือธรรมะซึ่งคุณศรัทธาแน่แล้ว บอกกับตัวเองไว้เป็นมั่นเหมาะแล้วว่า
จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม คุณจะยังคงรักษาไว้กับตัวไปจนตาย
 
ธรรมะแท้ๆ หาใช่ความรู้ในกระดาษหรือความจำในสมองไม่
แต่เป็นหนทางเดินที่ถูก เป็นกรรมที่คุณจะถือปฏิบัติเสมอ
ไม่ว่าต้องตกไปอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย ได้เปรียบหรือเสียเปรียบขนาดไหน
ธรรมะอันเป็นประสบการณ์ภายใน คือ ความรู้สึกทางใจที่ไสวสว่าง
ความรู้สึกว่าใช่ ความรู้สึกปลอดโปร่งสบายใจ ความรู้สึกเต็มตื่นอยู่ด้วยสติ
ไม่พลัดหลงเข้าสู่ถ้ำาแห่งความโง่อันมืดทึบ
 
หมายความว่า ถ้าเหตุการณ์เลวร้ายลงถึงที่สุดแล้วคุณยังมีธรรมะ
ก็จะไม่รู้สึกมืดมน หรือถึงมืดมนลงบ้าง ก็เหมือนไขแสงเองได้ในไม่ช้า
แม้เมื่อเศร้าได้ ธรรมะในใจก็จะส่องให้เห็นว่าเดี๋ยวก็คลายเศร้าได้
เมื่อโกรธได้ ธรรมะในใจก็จะส่องให้เห็นว่าเดี๋ยวก็หายโกรธได้
 
ธรรมะที่แท้ มีหน้าที่ฉายความจริงให้รู้ว่า มืดได้ก็สว่างได้ ตกได้ก็ขึ้นได้
แม้ในความรู้สึกเหมือนไม่เหลืออะไรเลย ธรรมะก็อยู่เป็นเพื่อน และบอกกับคุณว่า
คุณยังมีสิทธิ์เหลือจิตที่ประกอบด้วยสติคุณจะพบว่าสติเป็นของสูงในชีวิต 
 
ตราบใดยังไม่ขาดสติ ตราบนั้นยังไม่ใช่เวลาตกต่ำาจริงๆจังๆแต่อย่างใด
คนยังมีสติ ยังประคองตัวเองไม่ให้ตกต่ำาถึงที่สุด จะไม่ทำผิด ไม่พูดพลาด
และไม่คิดประชดชีวิตให้ชีวิตร่วงหล่นถลำาลึกลงไปกว่านั้นอีก
 
เมื่อธรรมะช่วยประคองไม่ให้ทำผิดคิดพลาดได้ ไม่ช้าไม่นานต่อมา
คุณจะพบว่าตัวเองค่อยๆอยู่ท่ามกลางทางออกของปัญหา 
ซึ่งแต่เดิมอาจมองไม่เห็นเลยสักทางเดียว เพราะจิตมัวแต่หม่นมืดด้วยเมฆหมอกแห่งความโง่เขลา
ต่อเมื่อความโง่เขลาถูกชำาแรกแทรกแทนด้วยแสงกุศล
อะไรๆรอบตัวจึงปรากฏตามสภาพแท้จริงของมันอย่างชัดเจน 
คือ อาจไม่มีอะไรแย่เท่าที่คิด มีแต่ความคิดว่าแย่เกินจะรับ
 
ที่มา http://www.dungtrin.com/7ways/7WaysToDieWell.pdf
http://dungtrin.com/index.php?option=com_docman&task=cat_view&gid=106&Itemid=299